ISPs (Internet Service Providers) แพะรับบาปของเน็ตเน่า เน็ตกาก

เรื่องโดย คุณธีระ เอี่ยมศรีตระกูล
และทีมงาน บริษัท เอ็นไอดี โปรเกรส เทคโนโลยี จำกัด

เอกสารและบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท เอ็นไอดี โปรเกรส เทคโนโลยี จำกัด
อนุญาติให้คัดลอกและเผยแแพร่เพื่อการศึกษาเท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ใดนำส่วนหนึงส่วนใดของบทความนี้ไปคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการ พาณิชย์ โดยไม่ได้รับอนุญาติ

หลายท่านคงเคยพบเจอปัญหา การใช้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ใช้บริการทั้งที่บ้าน หรือ Internet สาธารณะ อื่นๆที่ใช้บริการ ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งในหมู่วัยรุ่น และ หนุ่มสาวออฟฟิศ ทั่วไปจะเรียกรวมรวมว่า ปัญหา เน็ตเน่า เน็ตกาก และตามมาด้วยอุทานเสริมบทต่างๆ นานา แล้วแต่จะประมวลผลออกมาได้ในช่วงขณะนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาดูหนังเกาหลี ผ่าน Youtube (Streaming Service) ในฉากที่กำลังลุ้นเป็นพิเศษ แล้ว อยู่ดีๆ วิดีโอที่เล่นอยู่ก็ค้าง แล้วก็มีวงล้อสัญญาณ เน็ตเน่าหมุนติ้ว ๆ ๆ อยู่หน้าจอ พอติดต่อสอบถามไปยังผู้ให้บริการ อินเตอร์เน็ต ก็จะได้คำตอบมาว่า “ทางเราตรวจสอบข้อมูลสัญญาณ ให้แล้ว สัญญาณเป็นปกติดีนะคะ มีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมหรือไม่คะ” บางรายถึงขั้น โมโห จนยกเลิกบริการ และย้ายค่ายไปเลย และ เน็ตก็ยังเน่าเหมือนเดิม ผู้ประกอบการบางราย เห็นคุณเป็นลูกค้าคนสำคัญก็จะส่งช่างมาเปลี่ยนอุปกรณ์บ้าง มาตรวจสอบปัญหาบ้าง แต่ในหลายกรณีที่ช่างมา แล้วไม่เจอปัญหา แล้วเราก็จะแก้เก้อว่า “เครื่องมันกลัวช่าง” ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คงต้องถวาย พวงมาลัย ผ้าสามสี หรือน้ำแดง ให้กับอุปกรณ์ของเราแล้ว……

          แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า เน็ตเน่า เน็ตกาก ที่หลายๆ ท่านพูดถึงนั้น ในหลายๆ กรณี มิได้เกิดจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเลย แต่กลับเกิดจากปัญหาสัญญาณรบกวนที่ แพร่มาจากอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงกับเรานั่นเอง ในบทความนี้จะนำเสนอเฉพาะในส่วนของการแพร่สัญญาณจากอุปกรณ์ WIFI หรือ Wireless LAN เท่านั้น ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ที่แพร่สัญญาณรบกวนในช่วงคลื่นความถี่เดียวกับ Wireless LAN สามารถดูเพิ่มเติมได้จาก บทความก่อนหน้านี้  (Click เพื่ออ่านย้อนหลัง)

          ก่อนอื่นขอเริ่มทำความเข้าใจกันก่อนว่า การแพร่สัญญาณข้อมูลในเครือข่ายไร้สาย ก็เหมือนกับการฟังวิทยุตอนเช้าระหว่างเดินทางไปเรียน ไปทำงาน ในบางครั้ง เราก็จะพบว่าการฟังวิทยุของเราไม่ได้อรรถรสเท่าที่ควร เนื่องจาก เจอปัญหาคลื่นแทรก จากสถานีวิทยุที่คลื่นความถี่ใกล้เคียงกัน แต่วิทยุของเราดีกว่าตรงที่ คลื่นวิทยุที่เปิดให้บริการต้องมีการขอสัมปทาน จาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. (National Broadcasting and Telecommunication Commission : NBTC) ที่มีข่าวในเรื่อง การพิจารณาให้สัมปทานช่องสัญญาณ ออกอากาศทีวีดิจิตอล อยู่ในขณะนี้ ดังนั้น คลื่นความถี่ที่ได้รับสัมปทานไปแล้วนั้น ผู้อื่นจะไม่สามารถออกอากาศด้วยคลื่นความถี่ซ้ำได้ตามกฎหมาย แต่อุปกรณ์ Wireless LAN ที่เราใช้งานกันอยู่นั้น แพร่สัญญาณ ด้วยคลื่นความถี่ที่เปิดให้ใช้งานเป็นสาธารณะ ใครๆ ก็นำไปใช้ได้ นั่นแปลว่า เราจะเจอทั้งคลื่นซ้ำและคลื่นแทรก ซึ่งกสทช. ควบคุมการแพร่สัญญาณโดยการ จำกัดกำลังส่ง และ Gain เสาอากาศ (กสทช. กำหนด การแพร่สัญญาณรวม E.I.R.P ไม่เกิน 100mW) ซึ่งผู้ใช้งานบางท่าน ก็รู้สึกว่าสัญญาณแรงไม่พอที่จะไปใช้งานหน้าปากซอย หรือสวนน้ำพุหน้าบ้านก็ไปแก้ไขดัดแปลงโดยการ เปลี่ยนเสาอากาศเองบ้าง หรือบางคนก็ใช้วิธีซื้ออุปกรณ์ใหม่ ที่สัญญาณแรงโดยกำเนิด เป็นต้น ซึ่งถ้าย้อนกลับมาดูในมุมมองทางด้านความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งานเครือข่าย การแพร่สัญญาณเกินพื้นที่ที่อยู่ในความควบคุม ก็เปรียบเสมือนอาหารอันโอชะ สำหรับอาชญากรโลกไซเบอร์ทั้งหลาย ที่จะมาดักจับข้อมูล และก่อภัยคุกคามต่อระบบ ในรูปแบบต่างๆ ได้สะดวก และง่ายดายยิ่งขึ้น

          จากเนื้อหาข้างต้น ผู้เขียนขอขยายความเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องคลื่นซ้ำ คลื่นแทรก เพื่อประกอบการทำความเข้าใจพอสังเขปดังนี้ คำว่าคลื่นซ้ำ ที่หมายถึง คือการกำหนดช่องสัญญาณความถี่ ในการใช้งาน ช่องเดียวกัน ซึ่งการจัดสรรช่องสัญญาณก็เหมือนกับการแบ่งช่องคลื่นวิทยุ โดยในปัจจุบันมาตรฐานทางด้าน Wireless LAN (IEEE 802.11) ได้มีการแบ่งช่องสัญญาณไว้ ถึง 14 ช่อง (ช่อง 1 – 14)เกาะกลุ่ม อยู่ในช่วงคลื่นที่กำหนด เช่น 802.11g ส่งสัญญาณด้วยคลื่นความถี่ช่วง 2.4 GHz แต่ละช่องสัญญาณ ก็จะอยู่แถวๆ 2.4xx GHz ซึ่งในแต่ละประเทศ ก็ยังมีการกำหนดจำนวนช่องสัญญาณที่ต่างกัน เช่นประเทศไทย กำหนดให้ใช้งานได้ 13 ช่องสัญญาณ (ช่อง 1 – 13)ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดช่องสัญญาณไว้ 11 ช่องสัญญาณ (ช่อง 1 – 13)ประเทศญี่ปุ่น กำหนดช่องสัญญาณไว้ 14 ช่องสัญญาณ (ช่อง 1 – 14)เป็นต้น และถ้าอุปกรณ์ที่อยู่ในละแวกข้างเคียง แพร่สัญญาณออกมาในช่องสัญญาณเดียวกัน ก็จะทำให้การใช้ช่องสัญญาณชนกัน ซึ่งเทคโนโลยี Wireless LAN สามารถแยกแยะความแตกต่างของสัญญาณ ที่แพร่มาจากอุปกรณ์ที่เป็นช่องสัญญาณเดียวกันได้ประมาณ 3 อุปกรณ์พร้อมๆกันเท่านั้น แต่ในโลกแห่งการใช้งานจริงนั้น เราจะพบอุปกรณ์ Wireless LAN ที่แพร่สัญญาณออกมาในช่องสัญญาณเดียวกันเยอะมาก บางที่เราพบอุปกรณ์แพร่สัญญาณออกมาเป็นช่องเดียวกันในพื้นที่ใช้บริการเดียวกัน ถึง 30 -50 อุปกรณ์ โดยเฉพาะในแหล่งชุมชน หรือแหล่งธุรกิจ ที่มีความกระจุกตัวของประชากรหนาแน่น ซึ่งอุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่วางขายในท้องตลาดก็จะตั้งค่าพื้นฐานมาจากโรงงานเป็นช่อง 1 กับ ช่อง 11

ภาพแสดงตัวอย่างหน้าจอการตั้งช่องสัญญาณ 

สิ่งที่โหดร้ายกว่านั้น คือถึงแม้บริเวณที่มีช่องสัญญาณกระจุกตัวเป็นช่องเดียวกันเยอะ ระบบก็ยังใช้ได้ แต่จะใช้งานได้แบบ 3 วันดี 4 วันไข้ และช่างมาทีไร หายทุกที เนื่องจากประสิทธิภาพการใช้งานระบบนั้น ขึ้นอยู่กับ Node อื่นๆที่ส่งสัญญาณมากวนเรา ในขณะเดียวกันเราก็ส่งสัญญาณไปกวน Node อื่นๆด้วย (เชิงเทคนิคมีค่าเปรียบเทียบในเรื่องนี้คือ Signal to Noise Ratio) สรุปง่ายๆก็คือ มันจะเห็นผลชัดเจนก็ต่อเมื่อ หลายๆ Node ที่ใช้ช่องสัญญาณเดียวกับเรา (คลื่นซ้ำ) หรือใกล้เคียงกับเรา (คลื่นแทรก) มีการใช้งานพร้อมๆ กัน แต่ถ้าเราใช้งานในขณะนั้นอยู่ Node เดียว ก็จะไม่เห็นผล ดังนั้น เวลาที่ช่างมา ก็จะไม่เห็นปัญหา เพราะ ไม่ใช่เวลาที่การใช้งานเครือข่ายข้างเคียง ใช้งานอย่างคับคั่งเป็นต้น เหมือนกับเราจะพูดหน้าชั้น แล้วมีเพื่อนในห้องคุยกัน แบบไม่สนใจเรา คนที่ตั้งใจฟังเราก็จะไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าในทางกลับกัน ถ้าเพื่อนในห้องไม่สนใจเรา แต่อยู่เฉยๆ คนที่สนใจฟังเราก็จะฟังเรารู้เรื่อง ดังนั้นในการใช้งาน Wireless LAN ที่ดี เราควรเริ่มตั้งค่าช่องสัญญาณที่ใช้งานให้เหมาะสมกับบริเวณที่ใช้งานด้วย

          ทั้งนี้ในปัจจุบัน ผู้ผลิตอุปกรณ์ที่วางขายตามท้องตลาด ก็เริ่มทำให้อุปกรณ์มีคุณสมบัติวิเคราะห์ช่องสัญญาณที่ดีที่สุดให้ (Auto Channel Mode) แต่แนะนำว่าถ้าพอเข้าไปปรับแต่งค่าเองได้ ให้ตรวจสอบดูจากสภาพการใช้งานจริง และปรับแต่งค่าเองตามความเหมาะสม จะดีที่สุด

ภาพแสดงตัวอย่างการ ปรับแต่งค่าช่องสัญญาณเป็นแบบอุปกรณ์ค้นหาให้เองอัตโนมัติ

 

ภาพแสดงการใช้งานเครือข่าย Wireless LAN แบบไม่มีการบริหารจัดการช่องสัญญาณ


ถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านคงพอเริ่มเข้าใจ และเห็นความสำคัญในการบริหารจัดการช่องสัญญาณ Wireless LAN แล้ว จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น เริ่มเห็นปัญหาเด่นชัดมากยิ่งขึ้น เมื่อเราเอามาตรฐาน 802.11n มาใช้ เนื่องจากอุปกรณ์ทั่วไปที่นำมาวางขาย ก็มักจะลงในโฆษณาว่า อุปกรณ์รับส่งข้อมูลได้สูงสุดถึง 150 Mbps บ้าง 300 Mbps บ้าง จนไปถึง 600 Mbps ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนเสาอากาศที่ใช้ (1 เสา = 150 Mbps) และรองรับได้สูงสุดตามมาตฐาน 4 เสา ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยี MIMO (Multiple Input Multiple Output) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการ วิเคราะห์สัญญาณคลื่นแทรกสอด มาใช้งาน ทำให้อุปกรณ์สามารถรับส่งข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น ผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี MIMO ได้ตาม Web Site ที่ให้ความรู้ทางด้าน เทคโนโลยี Wireless LAN ทั่วไปอยู่แล้ว ทีนี้เรามาลงรายละเอียด การทำงานอีกซักเล็กน้อย จากตาราง ภาพตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติทางเทคนิค ของ 802.11n และ 802.11ac ให้ท่านสังเกตหัวข้อ Technical Specification รายการ Channel Bandwidth จะเห็นว่า ในส่วนของ 802.11n จะเขียนว่า 20,40 MHz นั่นแปลว่าช่วงช่องสัญญาณที่ใช้งาน มี 2 แบบคือ 20 MHz กับ 40 MHz ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 150 Mbps นั้น จะต้องปรับ Channel Bandwidth ไปที่ 40 MHz แต่ถ้าเลือกไปที่ 20 MHz ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดจะเหลือเพียง 75 Mbps สำหรับท่านผู้อ่านหลายๆ ท่าน เมื่อเอาอุปกรณ์มาก็คงอยากปรับไปเป็น 40 MHz เพื่อจะได้รับส่งข้อมูลได้รวดเร็ว แต่อยากให้พิจารณาข้อมูลประกอบเพิ่มเติมในการตัดสินใจดังนี้ ในการใช้งานช่องสัญญาณ ทั่วไปที่แบ่งเป็น 14 ช่องสัญญาณ แต่ละช่องสัญญาณจะมีความห่างกันอยู่ 5 MHz โดยในการรับส่งข้อมูล Chanel Bandwidth จะใช้ 20 MHz หรือห่างกัน 4 ช่องสัญญาณ เช่น ถ้าจะไม่ให้ช่องสัญญาณที่กำหนด เกิดคลื่นซ้อน หรือคลื่นแทรก ถ้าในบริเวณที่สัญญาณแพร่ถึงกัน หากมีอุปกรณ์ตัวแรก แพร่สัญญาณ ด้วยช่อง 1 ตัวถัดไปควรแพร่สัญญาณที่ช่อง 5 เป็นอย่างน้อย และตัวถัดไปก็แพร่สัญญาณที่ช่อง 9 ตามลำดับ แต่ตามความนิยมในการใช้งาน เราจะแพร่สัญญาณ เป็นช่อง 1 6 และ 11 ตามลำดับ ดังนั้น หากอุปกรณ์ Wireless LAN ใช้มาตรฐาน 802.11n และเลือก Channel Bandwidth 40 MHz และ เลือกเป็นช่อง 1 นั่นแปลว่า ช่องสัญญาณ ตั้งแต่ ช่อง 1 – ช่อง 7 จะถูกใช้งาน และถ้ามีอุปกรณ์ในระแวกข้างเคียง จะต้องเลือกช่อง 8 ในการใช้งาน จึงจะไม่เกิดการใช้ช่องสัญญาณซ้ำซ้อนกัน เป็นต้น ดังนั้น การเปิดการเลือก Channel Bandwidth ที่ 40 MHz ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานละแวกข้างเคียงเป็นอย่างมาก และก็ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลของตนเองลดลงอีกด้วย

ภาพตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติทางเทคนิค ของ 802.11n และ 802.11ac

 

ภาพแสดงการตั้งค่า Channel Bandwidt ที่ 40 MHz

ทั้งนี้ วิธีการใช้เครื่องมือ เพื่อวิเคราะห์สัญญาณเครือข่าย Wireless LAN ทางผู้เขียนขอนำเสนอในบทความถัดไปครับ

โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไปนะครับ : )

เอกสารและบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท เอ็นไอดี โปรเกรส เทคโนโลยี จำกัด
อนุญาติให้คัดลอกและเผยแแพร่เพื่อการศึกษาเท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ใดนำส่วนหนึงส่วนใดของบทความนี้ไปคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการ พาณิชย์ โดยไม่ได้รับอนุญาติ